5 สิ่งประดิษฐ์... ที่ค้นพบโดยบังเอิญ... แต่เปลี่ยนโลกได้อย่างไม่น่าเชื่อ ![]() เชื่อหรือไม่หลายสิ่งที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ เป็นผลจากความผิดพลาดโดยแท้ โดยความผิดพลาดที่โด่งดังเป็นที่รู้จักมากที่สุดคือ การค้นพบทวีปอเมริกาของ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส บางครั้งความบังเอิญอาจเป็นสิ่งที่โชคดีมากกว่าโชคร้ายก็ได้ เมื่อความบังเอิญแต่ละเรื่อง เกิดเปลี่ยนโลก จากความผิดพลาดเล็กๆ กลับกลายเป็นว่าเป็นต้นกำเนิดสิ่งประดิษฐ์หรือ ผลิตภัณฑ์ทั้งหลาย ที่แต่ละอย่างจำเป็นในชีวิตประจำวันแทบทั้งสิ้น และนี้คือตัวอย่างสิ่งประดิษฐ์ที่เกิดขึ้นอย่างบังเอิญและเปลี่ยนโลกอย่างไม่น่าเชื่อ เริ่มต้นจากปี 1886 เมื่อแพทย์และเภสัชกรนาม จอห์น เพมเบอร์ตัน เอาใบต้นโกโก้ อเมริกาใต้มาผสมกับผลของต้นโคลา ที่รู้กันดีว่ามีสรรพคุณในการบำรุงกำลัง และชิมดู แล้วเกิดติดใจ เขาเชื่อว่า หัวเชื้อน้ำเชื่อมหรือไซรัปที่คิดค้นขึ้นมาได้โดยบังเอิญนี้ จะช่วยบรรเทาความเครียด ความเหนื่อยล้า และอาการปวดฟันได้ เพมเบอร์ตันนำ ส่วนผสมนี้ไปยังร้านขายยาใหญ่ที่สุดในแอตแลนตา และจำหน่ายไซรัปครั้งแรกในราคา แก้วละ 5 เซ็นต์ แต่แล้วเหตุการณ์กลับพลิกผันเมื่อพนักงานขายคนหนึ่งกดหัวฉีดผิด ดันไปผสมไซรัป กับโซดาแทนที่จะเป็นน้ำเปล่า และนี่เองคือต้นกำเนิดของโคคา-โคล่า คุกกี้ช็อกโกแลตชิปเป็นที่โปรดปรานของอเมริกันชนมาเนิ่นนาน ขนมนี้ปรากฏตัว ครั้งแรกในทศวรรษ 1930 เมื่อรูท เวกฟิลด์ เจ้าของโรมแรมเล็กๆ แห่งหนึ่งใน แมสซาชูเซตส์ ตัดสินใจสับช็อกโกแลตแท่งเป็นชิ้นเล็กๆ และผสมลงในแป้งดิบที่ เตรียมไว้ทำคุกกี้เนย เวกฟิลด์คิดว่า ช็อกโกแลตจะละลายและทำให้คุกกี้มีสีน้ำตาลและ มีรสชาติของช็อกโกแลต แต่กลับกลายเป็นว่า เธอประดิษฐ์คุกกี้ชนิดใหม่ที่มีเกล็ด ช็อกโกแลตอยู่ข้างในซึ่งได้รับความนิยมอย่างเหลือเชื่อ กระดาษโน้ตโพสต์-อิตก็เช่นเดียวกัน ผลิตภัณฑ์นี้เป็นผลจากการทดลองที่โชคร้าย ของสเปนเซอร์ ซิลเวอร์จากบริษัท 3M ในปี 1968 ตอนนั้น สเปนเซอร์พยายามทำให้ เทปที่มีใช้กันอยู่เหนียวติดทนนานยิ่งขึ้น โดยใช้วัสดุที่หนาจนไม่ยอมจมลงในพื้นผิว ทำให้ไม่สามารถนำไปใช้ในการผลิตเทปได้ การค้นพบนี้ถูกลืมไปจนกระทั่งวันหนึ่ง เพื่อนร่วมงานของสเปนเซอร์นึกถึงวัสดุดังกล่าวขึ้นมา เพราะเกิดความรำคาญที่ ที่คั่นหนังสือชอบเลื่อนหล่นไปจากหน้าเพลงสรรเสริญพระเจ้าที่เขาไปร้องในโบสถ์ แต่เมื่อนำวัสดุของสเปนเซอร์มาใช้ ที่คั่นหนังสือก็ไม่เลื่อนหล่นหายอีก ปี 1980 โพสต์อิตเปิดตัวในตลาดครั้งแรก ![]() ปี 1884 นักประดิษฐ์นาม ชาร์ลส์ กู๊ดเยียร์ ค้นพบวิธีนำกำมะถันไปผสมกับยางโดย บังเอิญ ทำให้ยางไม่อ่อนตัวเมื่อเจออากาศร้อน และไม่เปราะในสภาพอากาศหนาวเย็น นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อวงการยานยนต์แล้ว การค้นพบของกู๊ดเยียร์ยังมีคุณูปการ อย่างมากต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมไฟฟ้า ที่นำยางไปใช้เป็นฉนวน อีกหนึ่งการประดิษฐ์คิดค้นที่ดูเหมือนมาจากความผิดพลาดก็คือ เครื่องกระตุ้นหัวใจ ปี 1941 วิศวกรไฟฟ้านาม จอห์น ฮอปส์ ได้รับมอบหมายจากกองทัพเรือให้วิจัยปัญหา อุณหภูมิร่างกายต่ำผิดปกติ เขาพยายามค้นคว้าหาวิธีที่ดียิ่งขึ้นในการปรับอุณหภูมิใน ร่างกายของคนที่อยู่ในน้ำ หรือในอากาศหนาวเย็นนานๆ ให้อบอุ่นอย่างรวดเร็ว ฮอปส์เลือกใช้การกระจายคลื่นวิทยุความถี่สูง และทันใดนั้นเขาสังเกตว่า การกระตุ้น ด้วยไฟฟ้าทำให้หัวใจเต้นอีกครั้งหลังจากหยุดไปเพราะอากาศหนาวเย็นจัด ในปี 1950 เครื่องกระตุ้นหัวใจเครื่องแรกถูกสร้างขึ้นโดยอิงกับการค้นพบของฮอปส์ แต่อุปกรณ์ ดังกล่าวเทอะทะเกินไป ซ้ำบางครั้งยังทำให้ผิวหนังคนไข้ไหม้ ดร.วิลสัน เกรตแบตช์ เป็นผู้ค้นพบโดยบังเอิญอีกเช่นกันในการพัฒนาอุปกรณ์บันทึก อัตราการเต้นของหัวใจ จากการสอดตัวต้านทานกระแสไฟฟ้าเข้าสู่อุปกรณ์ผิดตัว ทำให้สามารถจับจังหวะการสั่นของเครื่องวัดกำลังไฟฟ้าที่คล้ายกับการเต้นของหัวใจ สองปีหลังจากนั้น เกรตแบตช์สร้างเครื่องกระตุ้นหัวใจแบบปลูกถ่ายในร่างกายสำเร็จ โดยนำความผิดพลาดนี้มาประยุกต์ ซิลแวน โกลด์แมน เจ้าของสแตนดาร์ด ฟูด มาร์เก็ตส์ในโอกลาโฮมา ซิตี้ สหรัฐฯ ประดิษฐ์รถเข็นซื้อสินค้าเป็นรายแรกในปี 1936 จากการเห็นลูกค้ารายหนึ่งวางถุง ของชำหนักอึ้งบนของเล่นที่ใช้เชือกลากของลูก โกลด์แมนได้ไอเดียทันที เขานำล้อ เล็กๆ มาติดกับตะกร้าจ่ายตลาดธรรมดา ก่อนจะคิดค้นต้นแบบรถเข็นทันสมัยโดยอาศัย ความช่วยเหลือจากวิศวกรเครื่องจักรกล กระทั่งมีการผลิตรถเข็นสินค้ากันเป็นล่ำเป็นสัน ในปี 1947 แฮร์รี่ วาสิลิกประดิษฐ์ถุงขยะขึ้นมาครั้งแรกในปี 1950 เมื่อเทศบาลเมืองวินนิเพ็ก แคนาดา ขอให้วิศวกรรายนี้ผลิตอะไรสักอย่างมาช่วยป้องกันไม่ให้ขยะหล่นร่วงเมื่อใช้ เครื่องเก็บขยะ แรกทีเดียว วาสิลิกต้องการออกแบบเครื่องทำความสะอาดระบบ สุญญากาศเพื่อเก็บขยะที่ยังร่วงจากเครื่องเก็บขยะ แต่ทันใดนั้นเขาได้ยินคนรู้จักร้อง ว่าอยากได้ถุงขยะ เขาจึงตระหนักทันทีว่า ก่อนอื่นต้องเก็บขยะใส่ถุงโพลีเอทิลีน เพื่อให้เครื่องเก็บขยะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ... ... อันดับ 5 เตาไมโครเวฟ (The Microwave Oven) ![]() เตาไมโครเวฟ คลื่นไมโครเวฟ ที่ใช้ในการอบข้าวโพดคั่วร้อนๆ นี้ ครั้งหนึ่งเคยเป็นอาวุธ สงครามมาก่อน เพอร์ซี สเปนเซอร์ (Percy LeBaron Spencer) เป็นวิศวกรทำงานด้านเทคโนโลยีเรดาร์ ในบริษัทเรธีออน (Raytheon) ตอนนั้นเขากำลังประดิษฐ์แมกนีตรอนสำหรับระบบเรดาห์ เพื่อใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 จนกระทั้งวันหนึ่งในขณะที่เขากำลังทำงานอยู่กับเรดาร์ อยู่นั้น เขาเกิดสังเกตซ็อกโกแลตในกระเป๋าเสื้อของเขาเกิดละลาย ซึ่งแทนทีเขาจะคิด ว่าอากาศร้อนมั้งที่ทำให้ละลาย เขากลับคิดว่าต้องมีรังสีที่ล่อนหนแน่ๆ เลยที่ทำให้ “มันสุก” ทันใด และแล้วเขาก็เริ่มทดลอง โดยอาหารชนิดแรกที่อบโดยตู้อบไมโครเวฟ คือ ข้าวโพดคั่ว และ ชนิดที่สองคือ ไข่ ผลทดลองปรากฏว่าได้ข้าวโพดคั่วอร่อยหอมกรุ่น ส่วนไข่นั้น เกิดระเบิดตูม!!! ในปี ค.ศ. 1946 เรธีออน ได้จดสิทธิบัตรกระบวนการใช้คลื่นไมโครเวฟในการอบอาหาร ต่อมาในปี ค.ศ. 1947 เรธีออกก็ได้ผลิตเตาอบไมโครเวฟเครื่องแรก เพื่อการพาณิชย์ ชื่อ Radarange ซึ่งมีขนาดใหญ่ สูงถึง 6 ฟุต (1.8 เมตร) และ หนัก 750 ปอนด์ (340 กิโลกรัม) ซึ่งสูงกว่าเตาอบไมโครเวฟที่เราใช้กันทุกวันนี้ ถึง 3 เท่า การประดิษฐ์ นี้ประสบความสำเร็จทางการตลาดมาก และพัฒนาจนเป็นเตาไมโครเวฟที่ใช้ในครัวเรือน จนถึงทุกวันนี้ … … อันดับ 4 กาวตราช้าง (Krazy Glue and/or Super Glue) ![]() เรื่องราวของกาวตราช้างหรือไซยาโนอะคริเลต (cyanoacrylate) ไซยาโนอะคริเลตเป็นหนึ่งในสารยึดติด เริ่มขึ้นในปี 1942 แฮร์รี คูเวอร์ (Harry Coover) และอีสต์แมน โคแด็ก (Eastman Kodak) กำลังทำงานในโกดังของบริษัทอาวุธแห่ง หนึ่ง (น่าจะใช่) งานของพวกเขาคือวิจัยค้นคว้าการผลิตเลนส์พลาสติกสำหรับลำกล้อง ของอาวุธปืนเพื่อใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 การทำงานดันผิดพลาดเล็กน้อยเมื่อวัสดุที่พวกเขาสร้างขึ้นกลายเป็นว่าทำให้เครื่องมือ และอุปกรณ์ที่เคยบรรจุหรือจับวัสดุนั้นยึดติดกันหมด และไม่ได้แก้ปัญหาเรื่องเลนส์เลย ไซยาโนอะคริเลตออกขายสู่ตลาดอุตสาหกรรมเป็นครั้งแรกในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1955 โดยใช้ชื่อผลิตภัณฑ์ว่า แฟลชกลู (Flash Glue) ซึ่งยังคงมีการขายอยู่กระทั่งปัจจุบัน ไซยาโนอะคริเลตในฐานะกาวแบบแห้งเร็วได้รับการจดสิทธิบัตรในปี ค.ศ. 1956 และ ออกขายสู่ตลาดผู้อุปโภคบริโภคในชื่อ อีสต์แมน 910 ใน ค.ศ. 1958 กาวชนิดใหม่นี้ได้ แสดงประสิทธิภาพสู่สายตาสาธารณชนในรายการโทรทัศน์ I've Got a Secret โดยมี แกร์รี มัวร์ (Garry Moore) เป็นดารารับเชิญ ซึ่งมัวร์นั้นถูกดึงขึ้นกลางอากาศด้วยแผ่น เหล็กกล้าสองแผ่นโดยใช้ อีสต์แมน 910 เพียงหนึ่งหยดเท่านั้น ... ... อันดับ 3 กระจกนิรภัย (Safety Glass) ![]() กระจกนิรภัยคือแก้วที่ใช้เป็นส่วนประกอบของรถยนต์และอาคารบ้านเรือน แนวคิดของ กระจกที่แม้แต่กระสุนเจาะไม่เข้านี้ มาจากอุบัติเหตุแท้ๆ เมื่อค.ศ.1903 นักเคมีชาวฝรั่งเศส ชื่อว่า นายเฮ็ดวาร์ด เบเนดิกตัส (Edouard Benedictus) ชายคนหนึ่งที่ทำงานคล่องแคล่ว ก่อนที่จะมาสะดุดเมื่อเขาเกิดไปชนแก้วทดลองตกลงพื้น ขวดแก้วแตก แต่เหลือเชื่อเมื่อ เขาสังเกตว่าชินส่วนของขวดแก้วกลับไม่แตกกระจายจากกันเลย เบเนดิกตัสแปลกใจในสิ่งที่เห็นตรงหน้า เขาจึงวิเคราะห์ทันที จึงรู้ว่าขวดแก้วนี้ก่อนตก แตกนั้น ได้บรรจุสารละลายของพลาสติกเหลว ซึ่งสารนี้ได้ระเหยไปในอากาศช้าๆ คง ทิ้งพลาสติกเคลือบแก้วเอาไว้ เบเนดิกตัสนำผลการค้นคว้านี้ไปเสนอให้บริษัทรถยนต์แห่งหนึ่ง ให้สร้างกระจกหน้าของ รถเป็นกระจกเคลือบพลาสติก เพื่อช่วยลดอันตรายจากการอุบัติเหตุ แต่บริษัทรถยนต์แห่ง นั้นไม่สนใจ เพราะคิดว่าอุบัติเหตุเป็นเรื่องของคนขับรถไม่ใช่เรื่องของบริษัท อีกอย่าง ทางบริษัทก็ไม่ต้องการเพิ่มค่าใช้จ่ายในการลงทุน ผลการค้นคว้าของเบเนดิกตัสเกือบลงหลุมแล้วแท้ๆ ถ้าไม่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ขึ้น เมื่อกองทัพสหรัฐอเมริกาได้นำสารเคลือบพลาสติกมาเคลือบหน้ากากทหารเพื่อป้องกัน หน้ากากแตก นั่นแหละบริษัทรถยนต์แห่งนั้นจึงได้ตระหนักถึงความผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่ และสนใจเรื่องกระจกนิรภัยอีกครั้ง จนพวกมันถูกนำมาติดกับรถใน ค.ศ.1918 และช่วย ผู้คนนับหมื่นๆ ล้านรอดพ้นจากอุบัติเหตุจนถึงถึงปัจจุบัน ... ... อันดับ 2 เพนนิซิลิน (Penicillin) ![]() อเล็กซานเดอร์ เฟลนมิง (Alexander Fleming ) นักวิจัยชุลชีววิทยาชาวสก็อต เขาอาจ เป็นคนขี้หลงขี้ลืมนิดหน่อย แต่กระนั้นเขาก็เป็นคนแรกที่ค้นพบสิ่งสุดยอดที่รู้จักกันมาก ที่สุดในศตวรรตที่ 20 นามเพเนซีลีนหรือยาปฏิชีวนะ ในวันนั้นเป็นปี ค.ศ.1928 ที่ประเทศอังกฤษ ในขณะที่อเล็กซานเดอร์ เฟลนมิงกำลังเพาะ เชื้อแบคทีเรียสแตฟไฟไลคอกโคบนจานแก้วในห้องแล็บนั้น จู่ๆ เขาเกิดคิดได้ว่าเขาติด ทำธุระบนชั้นสองเขาออกไปข้างนอกโดยลืมที่จะทำความสะอาดโต๊ะทำงานของเขาและ ลืมปิดฝาจานแก้วไว้ ทำให้เชื้อราชนิดหนึ่งที่เฟลนมิ่งเก็บไว้ บังเอิญปลิวลอยตามลมและ ตกลงบนจานเพาะนั้น วันรุ่งขึ้น เฟรนมิงพบว่าพื้นที่จุดหนึ่งบนจานว่างเปล่าไร้แบคทีเรียเมื่อวิเคราะห์ดูแล้วจึงรู้ ว่าเพนนิซิลินในเชื้อราได้สังหารแบคทีเรียดังกล่าว และนี้คือ การค้นพบยาปฏิชีวนะขนานแรกของโลกซะงั้น … … อันดับ 1 ไวอากร้า (Viagra) ![]() ภาพจากอินเตอร์เน็ต แรกเดิมทีเดียว ยาไวอากร้ามีชื่อสามัญว่า Sildenafil ทางแผนกวิจัยของบริษัทไฟเซอร์ ได้ผลิตขึ้นมาเพื่อผลประโยชน์ในการรักษาโรค Angina (เจ็บหน้าอก เนื่องจากเส้นเลือด หล่อเลี้ยงหัวใจตีบตัน) เพราะยาตัวนี้ช่วยขยายเส้นเลือดทำให้เลือดไหลผ่านไปได้ แต่ผลการทดลองปรากฏว่า ตัวยาไม่ขยายเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจให้ผลดังเป้าหมาย แต่กลับไปขยายเส้นเลือดที่บริเวณองคชาตของผู้ชายทำให้เลือดไปคั่งบริเวณนั้น ยังผลให้เกิดการแข็งตัวอยู่นาน............. และนื้คือจุดเริ่มต้นของไวอากร้า นับจากนั้นเป็นต้นมาไวอากร้า กลายเป็นตัวยายอดนิยมที่มีสถิติการจำหน่ายสูงสุดนำ หน้ายาขนานอื่นในสหรัฐอเมริกาเอง นับตั้งแต่การวางตลาดเมื่อวันที่ 10 เมษายน จน ถึงสิ้นปี ค.ศ.1998 ประชาชนชาวอเมริกันซื้อยานี้หมดเงินมากกว่า 441 ล้านเหรียญ ดอลลาร์ บริษัทไฟเซอร์ (Pfizer) คาดว่ายอดจำหน่ายแต่ละปีในสหรัฐอเมริกาจะตก ประมาณ 600 ล้านเหรียญดอลลาร์ และในทวีปยุโรปรวมทั้งแถบเอเชียคงมียอดขาย ใกล้เคียงกับจำนวนนี้เช่นกัน |
วันอังคารที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2554
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)







ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น